ผู้สนับสนุน

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

รู้ลึกรู้จริงเรื่องกาแฟ(Coffee)

กาแฟ (coffee)

กาแฟบ้านจินตกวีกาแฟเพื่อสุขภาพ

กาแฟ (coffee)

คอ กาแฟทั้งหลายคงจะเคยผ่านหูผ่านตาคำว่า “คาเฟอีน” กันมาแล้วมากบ้างน้อยบ้าง แต่อาจไม่ได้สนใจกันจริงจังนัก คาเฟอีนนั้นออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ทำให้รู้สึกตื่นเต้น บางคนดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ อย่างชาหรือกาแฟอาจจะทำให้นอนไม่หลับ แต่บางคนก็หลับได้สบาย การรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมานั้นก็ไม่ใช่ฤทธิ์ของคาเฟอีนโดยตรง แต่เป็นการเอากำลังสำรองมาใช้ ซึ่งเมื่อถึงคราวที่เราต้องอาศัยกำลังสำรองจริงๆ แล้วก็จะไม่มีเหลือ ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ ล้มป่วยง่าย และหายยาก หรืออาจจะไม่หายเลยก็ได้
นัก ดื่มทั้งหลายที่ติดคาเฟอีนแล้ว แต่ไม่มีอาการถอนยาปรากฏชัดเจนนัก เป็นเพราะมักจะดื่มถ้วยต่อถ้วยไปเรื่อยๆ ก่อนที่ยาจะหมดฤทธิ์ลง จึงยังไม่เห็นอาการขาดคาเฟอีน คาเฟอีนไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความรู้สึกเหนื่อย และเพลียของร่างกายเลย การพักผ่อนเท่านั้นที่จะช่วยได้แต่คาเฟอีนจะเป็นตัวกระตุ้นสมองให้เราตื่น ความอ่อนเพลียจึงยังคงอยู่
กาแฟ เป็นเครื่องดื่มกระตุ้นยอดนิยมของโลก ชาวอเมริกัน 4 ใน 5 คนเป็นคอกาแฟ และดื่มกาแฟรวมกันแล้วมากกว่า 400 ล้านถ้วยต่อวัน ขณะที่การบริโภคกาแฟในประเทศแถบสแกนดิเนเวียมีปริมาณมากกว่า 12 กิโลกรัม ต่อคน ด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 25 ล้านคนที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ กาแฟจึงเป็นสินค้าที่มีมูลค่าอันดับสองในตลาดการค้าโลก เป็นรองก็แต่อุตสาหกรรมน้ำมันเท่านั้นน
คาเฟอีนคืออะไร
คาเฟ อีน (caffeine) เป็นสารชนิดหนึ่งที่รู้จักกันมานาน เป็นสารประกอบอัลคาลอยด์ มีชื่อทางเคมีว่า 1,3,7 trimethylxanthine มีลักษณะเป็นสีขาว ไม่มีกลิ่น มีรสขม ละลายได้ดีในน้ำร้อน ละลายได้เล็กน้อยในแอลกอฮอล์ คาเฟอีนพบปริมาณมากในพืชจำพวกชา และกาแฟ ซึ่งเมื่อนำมาผลิตเป็นเครื่องดื่มชาและกาแฟ ก็มีผู้นิยมบริโภคเป็นจำนวนมาก บ้างก็นิยมในรสชาติที่หอมละมุน บ้างก็ติดใจกลิ่นที่เย้ายวนชวนชิม ปัจจุบันสินค้าประเภทชา และกาแฟมีให้เลือกมากมายหลายชนิด และมีการทำไร่ผลิตเมล็ดกาแฟหลายแห่งด้วยกัน เป็นอุตสาหกรรมชั้นนำประเภทหนึ่ง
ความเป็นมาของคาเฟอีน
1. มี เรื่องเล่ากันว่า ในแถบกลุ่มประเทศอาหรับเมื่อนานมาแล้วมีคนเลี้ยงแกะคนหนึ่ง สังเกตเห็นแกะของเขามีอาการกระโดดโลดเต้นคึกคะนองทั้งคืน ไม่ยอมนอนหลังจากที่ได้ไปกินเมล็ดกาแฟเข้า และเมื่อนักบวชคนหนึ่งทราบข่าวนี้ก็ไปขอเมล็ดกาแฟมาต้มกินแก้ง่วง เพราะต้องประกอบพิธีอธิษฐานในโบสถ์ตลอดคืน ทำให้กาแฟเป็นที่นิยมตั้งแต่นั้นมา
2. ใน ประเทศจีนก็มีตำนานเล่าว่า ขณะที่จักรพรรดิพระองค์หนึ่งทรงพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ และบริวารของพระองค์กำลังต้มน้ำอยู่ ก็บังเอิญมีใบชาหล่นลงไปในหม้อน้ำ เมื่อจักรพรรดิดื่มแล้วก็รู้สึกติดใจจึงทรงดื่มชาเป็นประจำ ชาจึงเป็นที่นิยมของชาวจีนทุกคน ตลอดจนชาติต่างๆ ร่วมครึ่งโลกทีเดียว
3. แม้ จะเชื่อกันว่าในดินแดนใกล้ทะเลแดงนั้นมีการปลูกกาแฟมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 แต่นักเขียนชาวอาหรับในศตวรรษที่ 15 นามเชฮาเบ็ดดิน เบน ได้เขียนไว้ว่า ชาวเอธิโอเปียนั้นดื่มกาแฟกันมาเนิ่นนานเกินเกินกว่าที่ใครๆ จะจดจำได้ เมื่อมาถึงศตวรรษที่ 16 ก็พบว่ามีการปลูกกาแฟกันทั่วภูมิภาคเยเมนในแหลมอาระเบียแล้ว
4. หลัง จากที่เอกอัครราชทูตชาวตุรกีนำกาแฟเข้ามาในพระราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อ ค.ศ. 1669 ชาวยุโรปก็ยอมรับรสชาติของกาแฟอย่างรวดเร็ว ในราวสองสามปีต่อมาชาวดัชต์ได้นำกาแฟเข้าไปในชวา และใน ค.ศ. 1714 ชาวฝรั่งเศสชื่อเดส์คลิเออได้ปลูกต้นกาแฟด้วยกิ่งปักชำเพียงกิ่งเดียวบนเกาะ มาร์ตินิก ในไม่ช้าการปลูกกาแฟก็ได้แพร่จากแคว้นกีอาน่าของฝรั่งเศสไปยังบราซิล และอเมริกากลาง
5. ถึงวันนี้ ในพื้นที่ชุ่มชื้นทั่วโลกล้วนแต่มีผู้ปลูกกาแฟทั้งสิ้น
การดื่มชา
1. ชา นั้นมีสารชนิดหนึ่งชื่อเทนนิน ซึ่งเป็นตัวทำลายวิตามินบีหนึ่งในอาหารได้ จึงไม่ควรดื่มน้ำชาร่วมกับอาหาร ถ้าใครอดไม่ได้ ก็ควรดื่มชาหลังอาหารแล้วสัก 1 ชั่วโมง เพื่อรอให้วิตามินบีหนึ่งได้ดูดชับไปก่อน คนที่ขาดวิตามินบี 1 นั้น จะทำให้เป็นโรคเหน็บชา มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปวดแสบ เสียวในขาและขาไม่มีแรง อารมณ์เสียและหงุดหงิดง่าย
2. การดื่มชามากๆ จะทำให้ท้องผูก แพทย์จึงมักแนะนำให้ดื่มน้ำชาคนไข้มีอาการท้องร่วงหรือท้องเดิน แต่ไม่ใช่ดื่มเป็นเครื่องดื่มประจำวัน
3. การ ดื่มชาขณะกินอาหาร จะทำให้การดูดซับของธาตุเหล็กน้อยลงถึงร้อยละ 87 ส่วน ดื่มกาแฟกับอาหารจะลดลงร้อยละ 39 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่เป็นโรคโลหิตจาง ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาและกาแฟ
การเปลี่ยนแปลงในร่างกาย
1. เมื่อ บริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน คาเฟอีนจะถูกดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารได้ดี โดยเฉพาะในลำไส้เล็ก เพราะในลำไส้เล็กมีพื้นที่ของการดูดซึมมาก และสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วกว่าส่วนอื่นๆ จากการศึกษาวิจัยพบว่า คาเฟอีนถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ถ้าได้รับคาเฟอีนเข้าไปในขณะท้องว่างหรือกำลังหิว ร่างกายจะดูดซึมคาเฟอีนเข้าไปในเลือดได้เร็วขึ้น คือ ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที
2. เมื่อ คาเฟอีนถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายแล้ว จะกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างรวดเร็ว คาเฟอีนเข้าไปสู่ทุกอวัยวะในร่างกาย และยังสามารถผ่านเข้าสู่รกไปยังทารก หรือเข้าไปในน้ำนมแม่ได้
3. ปริมาณ การกระจายของคาเฟอีนในร่างกายมีค่าประมาณร้อยละ 40-60 ของน้ำหนักตัว และสามารถพบได้ในสารน้ำทุกส่วนของร่างกาย เช่น น้ำลาย น้ำนม และน้ำตา คาเฟอีนในร่างกายจะถูกกำจัดอย่างรวดเร็วโดยเอ็นซัยม์ของตับ ซึ่งเผาผลาญคาเฟอีนในร่างกายได้ถึงร้อยละ 95 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ
4. คาเฟอีนไม่ถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกาย
กลไกการเสพติดของคาเฟอีน
เกิด จากฤทธิ์กระตุ้นสมอง กลไกดังกล่าวเช่นเดียวกับยาบ้า (amphetamines) โคเคน (cocaine) และเฮโรอีน (heroin) หากนำมาเปรียบเทียบกัน พบว่าคาเฟอีนมีฤทธิ์เสพติดน้อยกว่ายาบ้า โคเคน และเฮโรอีนมาก ผู้ที่ติดคาเฟอีนจะมีอาการของการเสพติด รู้สึกไม่ค่อยสบาย ไม่มีเรี่ยวมีแรง หากไม่ได้รับหรือบริโภคเข้าไป และมีความต้องการที่จะเสพอีกอย่างมาก การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณน้อยจะทำให้รู้สึกมีความตื่นตัว ความคิดฉับไว ไม่ง่วงนอน กระปรี้กระเปร่า รู้สึกมีพลัง ทำงานได้ทนทานและนานยิ่งขึ้น ขนาดของคาเฟอีนที่เริ่มมีฤทธิ์ในการกระตุ้นสมองคือ 40 มิลลิกรัมขึ้นไป
เครื่องดื่มชูกำลัง
ปัจจุบัน ในวงการธุรกิจ มักจะเรียกเครื่องดื่มผสมคาเฟอีนว่า "เครื่องดื่มชูกำลัง" แสดงให้เห็นภาพของการเสริมสร้างพละกำลัง เป้าหมายการขายหลักๆ ก็คือ กลุ่มนักเรียน และนักศึกษา ที่นิยมดื่มกาแฟเป็นเครื่องช่วยให้ดูหนังสืออ่านหนังสือได้ดึกๆ ไม่ให้ง่วงพลอยหลับไปเสียก่อน อดตาหลับขับตานอน และกลุ่มผู้ที่มีอาชีพขับรถ ก็นิยมบริโภคเพื่อไม่ให้ง่วง และมีเรี่ยวมีแรง สามารถทำงานได้มากๆ แม้ว่าจะรู้สึกอ่อนเพลียเหนื่อยล้าและง่วงนอนสักเพียงใด
ประโยชน์ของคาเฟอีน
1. แพทย์อาจจะใช้กับเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดและหยุดหายใจแล้วกว่า 20 วินาที เพื่อช่วยกระตุ้นให้ฟื้น ซึ่งได้ผลไม่แน่นอน
2. ใช้ในห้องทดลองเกี่ยวกับการกระตุ้นระบบประสาท
3. ผสมกับยาเออร์กอทในการรักษาไมเกรน
4. นานๆ ครั้งแพทย์จะใช้กับคนไข้ที่ถูกยาพิษบางชนิดที่ไปกดระบบประสาท ทำให้คนไข้ง่วงซึมและหายใจไม่ค่อยได้
ทำไมดื่มกาแฟแล้วถึงไม่ง่วง
1. คาเฟ อีนมีลักษณะทางเคมีที่สำคัญประการหนึ่ง คล้ายกับสารที่ชื่ออะดีโนซีน (adenosine) และเข้าไปจับกับตัวรับตัวเดียวกัน เป็นที่ทราบกันดีว่าสารอะดีโนซีนเป็นสารเคมีที่สร้างขึ้นในสมอง มีฤทธิ์ทำให้รู้สึกง่วงนอน ดังนั้นเมื่อบริโภคเครื่องดื่มประเภทชา และกาแฟ หรือเครื่องดื่มผสมคาเฟอีนเข้าไป สมองจะเข้าใจว่าเป็นอะดีโนซีน เนื่องจากตัวรับของอะดีโนซีนทำปฏิกิริยาจับกับคาเฟอีน กลไกดังกล่าวทำให้สมองขาดสารที่ทำให้รู้สึกง่วงนอน ร่างกายจึงรู้สึกไม่ง่วง และรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีกำลังวังชายิ่งขึ้น
2. แต่ คาเฟอีนในขนาดสูงจะทำให้นอนไม่หลับ ลดระยะเวลาหลับ และหลับไม่สนิท มือสั่น เกิดอาการวิตกกังวล คาเฟอีนในขนาดที่เป็นโทษแก่ร่างกายอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดอาการชักได้
3. คาเฟ อีนอาจไปเสริมฤทธิ์ของยาระงับปวด เช่น แอสไพริน พาราเซตามอล และยังเสริมฤทธิ์ยาระงับอาการปวดศีรษะชนิดไมเกรนได้ ทำให้อาการปวดทุเลาลง
คาเฟอีนกระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีนและโดปามีน
1. ฤทธิ์ กระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีน (adrenaline) ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ใจสั่น ความดันโลหิตสูง ตับเร่งผลิตน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด กล้ามเนื้อตึงตัวพร้อมทำงาน ทำให้เหมือนเป็นยาชูกำลัง การบริโภคคาเฟอีนมีผลทำให้หัวใจเต้นช้าลงเล็กน้อยในชั่วโมงแรก และกลับเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อยในชั่วโมงที่ 2 และ 3 ความดันโลหิตจะเพิ่มประมาณ 5-10 มิลลิเมตรปรอท และเพิ่มขึ้นนานประมาณ 2-3 ชั่วโมงแล้วอาการดังกล่าวจะหายไป
2. ส่วน ฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งโดปามีน (dopamine) ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจ สุขลึกๆ เชื่อว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสพติดคาเฟอีน ทั้งฤทธิ์กระตุ้นการกลั่งสารอะดรีนาลีน และโดปามีนมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
3. คาเฟ อีนไม่มีผลต่อการเพิ่มโคเลสเตอรอลในกระแสเลือด แต่การดื่มกาแฟสามารถทำให้ระดับของโคเลสเตอรอลสูงขึ้นได้ เนื่องจากในเมล็ดกาแฟมีไขมันอยู่หลายชนิด ซึ่งไขมันดังกล่าวจะถูกส่งเข้าสู่ร่างกายได้มาก ถ้าผู้บริโภคกาแฟใช้วิธีต้มกาแฟคั่วบดโดยไม่ผ่านการกรองกากออก ผู้บริโภคก็จะได้รับไขมันจากกาแฟนั้น ไม่ว่าจะเป็นชนิดมีคาเฟอีนหรือไม่มีคาเฟอีนก็ตาม
4. คาเฟ อีนยังเป็นสารที่กระตุ้นให้มีการหลั่งกรด และน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นได้ ผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะ หรือลำไส้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน แม้ว่าคาเฟอีนไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคแผลในกระเพาะอาหาร และลำไส้ แต่ถ้าบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเข้าไป ในขณะที่มีแผลในกระเพาะอาหารอยู่ อาการโรคกระเพาะจะรุนแรงมากขึ้น
ปริมาณสารคาเฟอีนในอาหารและเครื่องดื่มประจำวัน
1. พืช ที่มีคาเฟอีนได้แก่ เมล็ดกาแฟ ใบชา โกโก้ พบว่ากาแฟหนึ่งถ้วยมีปริมาณสารคาเฟอีนประมาณ 200 มิลลิกรัม ชาหนึ่งถ้วยมีปริมาณสารคาเฟอีนประมาณ 150 มิลลิกรัม
2. คน ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าคาเฟอีนมีอยู่เฉพาะในชา และกาแฟเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วคาเฟอีนยังเป็นส่วนผสมสำคัญในน้ำอัดลมที่ผลิตจากเมล็ดโค ล่า รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารหรือขนมที่ใช้ ชา กาแฟ โกโก้ และโคล่าเป็นส่วนผสมอยู่ ก็จะมีสารคาเฟอีนรวมอยู่ด้วย เช่น ลูกอมรสกาแฟ ลูกอมรสช็อกโกเลต เค้กช็อกโกเล็ต เค้กกาแฟ น้ำอัดลมโคล่า รูทเบียร์ และเครื่องดื่มชูกำลังต่างๆ
3. สำหรับ คาเฟอีนที่ผสมลงไปในเครื่องดื่มหรือน้ำอัดลม ส่วนใหญ่จะมีปริมาณคาเฟอีนประมาณ 50-100 มิลลิกรัม อย่างไรก็ตามพบว่าในเครื่องผสมคาเฟอีนบางชนิดมีปริมาณสารคาเฟอีนมากถึง 200 มิลลิกรัมต่อหน่วยบรรจุ
4. การ บริโภคคาเฟอีนในปริมาณสูงเกินไปอาจจะเกิดพิษขึ้นได้ คาเฟอีนในปริมาณครั้งละ 200-500 มิลลิกรัม อาจทำให้ปวดศีรษะ เกิดภาวะเครียด กระวนกระวาย มือสั่น และประสิทธิภาพการทำงานลดลง
5. คาเฟ อีนประมาณ 1,000 มิลลิกรัม อาจทำให้ผู้บริโภคมีไข้สูง วิตกกังวล กระสับกระส่าย พูดตะกุกตะกัก ควบคุมตัวเองไม่ได้ ซึมเศร้า นอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะบ่อย
6. ขนาด ของคาเฟอีนที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ ประมาณ 100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในเด็กเล็ก หรือประมาณ 3,000 มิลลิกรัมในเด็กโต 5,000-10,000 มิลลิกรัมในผู้ใหญ่ตามลำดับ
กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน (decaffeinated coffee)
1. กาแฟ ที่ไม่มีคาเฟอีนได้มาจากการกำจัดคาเฟอีนออกไปจากกาแฟ ซึ่งทำได้หลายวิธี วิธีที่ใช้กันมากมี 3 วิธี คือ การละลายเอาคาเฟอีนออกจากกาแฟด้วยน้ำ ตัวทำละลายอินทรีย์หรือคาร์บอนไดออกไซด์ การละลายคาเฟอีนออกด้วยน้ำ จะใช้เมล็ดกาแฟสดสีเขียว ก่อนการคั่วโดยล้างเมล็ดกาแฟด้วยน้ำ และคาเฟอีนที่ละลายอยู่ในน้ำจะถูกแยกออกด้วยถ่านกัมมันต์ วิธีการนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และหลายรอบ ถือว่าเป็นการสกัดด้วยน้ำ
2. นอกจาก การละลายคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟด้วยน้ำแล้ว ก็อาจจะใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น เมธิลีนคลอไรด์ เอธิลอะซิเตต ซึ่งมักพบในผลไม้หรือผัก ซึ่งการใช้ตัวทำละลายอินทรีย์นี้จะทำหลังจากการสกัดด้วยน้ำแล้ว ซึ่งคาเฟอีนที่อยู่ในตัวทำละลายจะถูกนำไปสกัดต่อไป และตัวทำละลายดังกล่าวสามารถนำมาใช้ซ้ำได้ เมื่อนำเมล็ดกาแฟสดหลังจากสกัดไปคั่ว ตัวทำละลายที่เหลืออยู่ก็ระเหยออกไป เนื่องจากเป็นสารระเหยง่าย
3. อีก วิธีหนึ่งในการละลายคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟสดคือ การใช้คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของอากาศ แต่คาร์บอนไดออกไซด์ที่ใช้จะอยู่ในสภาพที่เป็นของไหล เรียกว่าของไหลยวดยิ่ง ซึ่งเป็นสภาวะที่มีความดันสูง นอกจากนี้ยังใช้คาร์บอกไดออกไซด์นี้ไหลผ่านถ่านกัมมันต์ จากกระบวนการล้างด้วยน้ำเพื่อสกัดคาเฟอีนออกมา หลังจากสกัดข้างต้น เมล็ดกาแฟสดดังกล่าวก็จะถูกทำให้แห้ง และนำไปคั่วต่อไป ซึ่งคาเฟอีนจะถูกสกัดออกไปมากกว่าร้อยละ 99
น้ำอัดลม
1. เครื่อง ดื่มประเภทน้ำอัดลมเป็นที่นิยมกันมากทั่วโลก ทั้งในประเทศไทยเองก็รู้จักกันเกือบทุกคน แต่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าน้ำอัดลมประเภทโคล่า 1 ขวดมีคาเฟอีนเกือบเท่ากาแฟ 1 ถ้วย และถ้าดื่มมากๆ ก็จะเป็นอันตราย
2. ปัจจุบัน นี้มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ติดน้ำอัดลมประเภทนี้ เรียกว่าแทบจะดื่มแทนน้ำเปล่ากันเลย โดยเฉพาะในเด็กนั้นมีข้อมูลที่น่าจะเป็นห่วงว่าจะกระทบกรเทือนต่อร่างกาย และการเจริญเติบโตทางสมองของเด็กได้
3. ในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ ประชาชนตื่นตัวกันมาก บริษัทต่างๆ ต้องผลิตน้ำอัดลมประเภทโคล่าที่ไม่มีคาเฟอีนออกจำหน่าย
เครื่องดื่มชูกำลัง
1. เครื่อง ดื่มที่เรียกว่ายาชูกำลัง หรือเครื่องดื่มเพื่อให้กำลังงาน เป็นที่นิยมกันมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนขับรถรับจ้าง รถบรรทุก และกรรมกร ซึ่งก็มีรายได้ไม่มากนักแต่ต้องมาเสียเงินซื้อยาชูกำลังดื่มวันละหลายๆ ขวด ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นหรือเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเลย แถมยังเป็นการทำลายสุขภาพของตนเองอย่างน่าเสียดายด้วย
2. เครื่องดื่มชูกำลังไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเลย นอกจากวิตามิน เกลือแร่ และน้ำตาลเพียงเล็กน้อยที่ผสมอยู่
3. การ ที่รู้สึกว่า “มีกำลัง” หลังจากดื่มยาชูกำลังก็เพราะสารคาเฟอีนที่ผสมอยู่นั่นเอง ซึ่งก็ไม่ได้เสริมกำลังจริง ซ้ำยังทำให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น โดยเฉพาะในรายที่กินยาม้าด้วย
ยาแก้ปวด
สำหรับ ยาแก้ปวดนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า การผสมคาเฟอีนกับแอสไพรินจะทำให้ประสิทธิภาพของยาแก้ปวดดีขึ้น ถ้าใช้ยาแก้ปวดแอสไพรินที่ผสมคาเฟอีนเป็นประจำ ก็จะทำให้ติดยาแก้ปวดโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ชาวนาชาวสวนซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ จึงมีจำนวนไม่น้อยที่กำลังติดยาแก้ปวดที่มีคาเฟอีนผสมอยู่
โทษของคาเฟอีน
1. ใจสั่น โดยหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ หรือเต้นผิดจังหวะ
2. ทำให้ความดันโลหิตสูง
3. ทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโคเลสเตอรอล เกิดเป็นโรคหัวใจตามมาง่ายขึ้น
4. กระเพาะอาหารผลิตกรดออกมามากกว่าปกติ ซึ่งทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารง่ายขึ้น
5. เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาจทำให้มีก้อนซีสต์ที่เป็นเนื้องอกในเต้านมสตรี
6. ทำลาย โครโมโซมในหนูที่ใช้ทดลอง และลูกหนูที่คลอดออกมาพิการไม่สมประกอบ ในปี ค.ศ.1980 สำนักงานอาหาร และยาของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเตือนให้สตรีที่ตั้งครรภ์ หรือลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้
7. ระบบประสาทถูกกระทบกระเทือน ทำให้นอนไม่หลับ มือสั่น ตึงเครียด อารมณ์เสียง่าย ปวดหัว ประสิทธิภาพการทำงานต่ำลง
เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน
1. เครื่อง ดื่มผสมคาเฟอีนจัดเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ ซึ่งการขึ้นทะเบียนต้องอยู่ในหลักเกณฑ์บางประการ ได้แก่ ต้องมีโรงงานที่ได้มาตรฐาน มีการเสนอสูตรตำรับ มีการควบคุมสารกาเฟอีนไม่ให้เกิน 50 มิลลิกรัมต่อหน่วยบรรจุ และไม่มีสารอันตรายอื่นๆ ผสมอยู่
2. โดย ทั่วไป การขึ้นทะเบียนเครื่องดื่มผสมกาเฟอีน โดยใช้ขั้นตอนที่เคยใช้มา ไม่พบว่ามีปัญหาแต่อย่างใด ปัจจุบันพบว่าเป็นปัญหาเรื่องการแข่งขันทางการตลาด และปัญหาจากการโฆษณาเสียมากกว่า
3. สินค้ากลุ่มเครื่องดื่มผสมคาเฟอีนนี้มีการแข่งขันทางด้านธุรกิจที่รุนแรง
กาแฟเอสเพรสโซ
1. ชาว ฝรั่งเศสได้เริ่มใช้เครื่องผลิตกาแฟเอสเพรสโซเครื่องแรกเมื่อ ค.ศ. 1822 แต่ผู้ที่สร้างเครื่องผลิตเอสเปรสโซแบบสมบูรณ์ และนำมาจัดจำหน่ายในภายหลัง กลับเป็นชาวอิตาเลียน
2. ต้อง ใช้เมล็ดกาแฟทั้งสิ้น 42 เมล็ดจึงจะผลิตเอสเพรสโซได้ เอสเพรสโซมีคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟธรรมดาหนึ่งถ้วย กาแฟกลั่นหยดหนึ่งถ้วยมีคาเฟอีนอยู่ราว 115 มิลลิกรัม ขณะที่เอสเพรสโซมีคาเฟอีนราว 80 มิลลิกรัม กาแฟผงสำเร็จรูปมีคาเฟอีนประมาณ 65 มิลลิกรัม ส่วนกาแฟชนิดไม่มีคาเฟอีนนั้นก็ใช่ว่าจะปราศจากคาเฟอีนโดยสิ้นเชิง เพราะจริงๆ แล้วมีคาเฟอีนอยู่ราว 3 มิลลิกรัม โคคาโคล่าหนึ่งกระป๋องมีคาเฟอีนประมาณ 45 มิลลิกรัม เป๊ปซี่โคล่ามีคาเฟอีน 38 มิลลิกรัม เมาเทนดิวมีคาเฟอีน 54 มิลลิกรัม และแท็บมีคาเฟอีน 47 มิลลิกรัม ชานั้นมีคาเฟอีนประมาณ 40 มิลลิกรัม ส่วนช็อกโกแล็ตหนึ่งออนซ์มีคาเฟอีนอยู่ราว 20 มิลลิกรัม
3. คำ ว่า "คาปูชิโน" มาจากพระนิกายคาปูชินของโรมันคาทอลิกในศตวรรษที่ 16 ซึ่งสวมผ้าคลุมศีรษะที่เรียกว่าคาปูชิโน คาปูชิโนคือกาแฟซึ่งมีฟองครีมร้อนที่ทำมาจากนมอยู่ด้านบน
เมล็ดกาแฟ
1. กาแฟ เป็นเมล็ดของไม้เถาที่ให้ผลผลิตประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อปี ทั่วโลกมีกาแฟพันธุ์ต่างๆ อยู่มากกว่า 25 พันธุ์ โดยพันธุ์หลักๆ ที่เพาะปลูกกันเพื่อการค้า ได้แก่ พันธุ์โรบัสต้า พันธุ์ไลเบอเรีย และพันธุ์อะราบิก้า พันธุ์อาราบิก้าคิดเป็นปริมาณร้อยละ 70 ของทั้งหมด
2. การสกัดคาเฟอีนออกจากกาแฟทำได้โดยใส่สารละลายไฮโดรคาร์บอนที่มีคลอรีนผสมลงในเมล็ดกาแฟเขียว
3. ขั้น ตอนการผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป ผสมกาแฟบดเข้ากับกาแฟอบด้วยน้ำร้อน จากนั้นใช้เครื่องขจัดความชื้นแบบสเปรย์ และความดันระดับสูงเพื่อให้น้ำระเหยไปเหลือไว้แต่ผงกาแฟ กาแฟผงสำเร็จรูปได้รับการคิดค้นขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1906 โดยนายจี. วอชิงตัน ชาวอังกฤษซึ่งอาศัยอยู่ในกัวเตมาลา
4. ผลิตภัณฑ์ กาแฟบางชนิดอาจใช้ชิคอรี่ ซึ่งเป็นดอกไม้ป่าชนิดหนึ่งแทนกาแฟ หรืออาจใช้พืชจำพวกมะเดื่อ อินทผลัม มอลต์ หรือข้าวบาร์เลย์ ทั้งหมดนี้มีรสชาติที่ใกล้เคียงกับกาแฟจริงๆ น้อยมาก
ขอบคุณที่มา : http://www.bangkokhealth.com/health/article/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9F-coffee-328

คาเฟอีน มีประโยชน์และโทษอย่างไร

คาเฟอีน มีประโยชน์และโทษอย่างไร

คาเฟ อีน นั้นจัดเป็นสิ่งเสพติดประเภทหนึ่ง ออกฤทธิ์เป็นสารกระตุ้นระบบประสาท ทำใหรู้สึกคึกคัก กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า ไม่ง่วงนอน ซึ่งคาเฟอีนสามารถพบได้ในอาหารหลายชนิด เช่น กาแฟ ชา โกโก้ น้ำอัดลม เครืองดื่มชูกำลัง เป็นต้น คาเฟอีน จะทำให้ผู้ที่ดื่มติดคาเฟอืนโดยไม่รู้ตัว และอาจคิดว่าตัวเองชอบดื่มชา กาแฟ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ซึ่งถ้าวันไหนเราไม่ได้ดืมเครื่องดื่มเหล่านั้นก็จะทำให้เกิดอาหารปวดหัว มือสั่น กระสับกระส่าย แต่ถ้าได้ดื่มอาการเหล่านั้นก็จะหายไป คาเฟอีนมีทั้งประโยชน์และโทษ ดังนั้นผู้ดื่มควรเลือกดื่มและระมัดระวังในการดื่มให้มากขึ้น

ประโยชน์ของคาเฟอีน
1.) ใช้ในทางการแพทย์ เพื่อช่วยกระตุ้นให้ฟื้น กดประสาทให้ง่วงนอน
2.) ใช้ในห้องทดลองเกี่ยวกับการกระตุ้นระบบประสาท
3.) ผสมกับยาเออร์กอท (Ergot) ในการรักษาไมเกรน
4.) ทำให้สมองตื่นตัว
5.) มีส่วนช่วยให้อารมณ์ดี มีความสุข

โทษของคาเฟอีน
1.) ถ้าดื่มมากเกินไปอาจทำให้หัวใจสั่น หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ
2.) ถ้าดื่มมากเกินไปอาจทำให้ความดันโลหิตสูง
3.) ถ้าดื่มมากเกินไปอาจทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น
4.) ถ้าดื่มมากเกินไปอาจทำให้อาจทำให้กิดโรคหัวใจวายได้ง่ายขึ้น
5.) ถ้าดื่มมากเกินไปอาจทำให้กระเพาะอาหารผลิตกรดออกมามากกว่าปกติ ซึ่งทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารง่ายขึ้น
6.) ถ้าดื่มมากเกินไปอาจทำให้มีก้อนซีสท์ที่เป็นเนื้องอกในเต้านมสตรี
7.) ถ้าดื่มมากเกินไปอาจทำให้เป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้
น้ำชา/กาแฟ
ซึ่งเป็นแฟชั่นในการ รับรองแขกตามสำนักงาน เราสังเกตเห็นตามร้านค้าจะมีคนนั่งจับกลุ่มคุยกัน จิบกาแฟไปพลางด้วยคุณสมบัติอันหอมกรุ่น รสชาติที่ขมแต่อร่อย และมีประสิทธิภาพช่วยสร้างความสดชื่นให้ผู้ดื่มได้ ทำให้น้ำชา กาแฟเป็น เครื่องดื่มสากลนานาชาติ
แต่ทางการแพทย์พบว่า เครื่องดื่มประเภทน้ำชากาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์เพราะสารคาเฟอีน ใน ชา กาแฟมีผลเสพติดอ่อนๆคือดื่มแล้วจะติด พอเวลาไม่ได้ดื่มจะหงุดหงิด มือสั่น ใจสั่น
สารคาเฟอีนนี้มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ซึ่งนอกจากนี้ยังเป็นส่วนผสมของยาประเภท ลดไข้บรรเทาปวดอีกด้วย ผู้ที่ได้รับคาเฟอีนมากเท่าไร ผลร้ายที่มีต่อร่างกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อ คาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ แล้วกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ เช่นสมอง หัวใจ ตับ ปอด กล้ามเนื้อต่างๆ และระบบประสาทส่วนกลาง
ร่างกายจะใช้เวลากว่า 48 ชั่วโมง ในการสลายคาเฟอีน ถ้าร่างกายได้รับ คาเฟอีนจำนวนสูงประมาณ 3,000 - 10,000 มิลลิกรัม จะทำให้ตายในระยะอันสั้นได้
ถ้าเราดื่มกาแฟประมาณ 1/2 - 2 1/2 ถ้วย (50 - 200 มิลลิกรัม) ลดความเมื่อยล้าได้ประมาณครึ่งวัน หรือดื่มกาแฟขนาด 3 - 7 ถ้วย (200 - 500 มิลลิกรัม) ทำให้มือสั่น กระวนกระวายโกรธง่าย และปวดศรีษะ มีผลต่อหัวใจและเส้นเลือดคลายตัวหรือบีบรัดมากขึ้นเป็นบางแห่ง กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ อาจเพิ่มลดอัตราการเต้นของหัวใจ อันตรายต่อผู้ป่วยที่ดื่มกาแฟมากๆ
จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเป็น หย่อมๆ คาเฟอีนมีผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอร์ไรด์สูงกรดไขมันอิสระสูง จึงไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีไขมัน ในเลือดสูง
ฤทธิ์ของคาเฟอีนเพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตไม่ทำงาน
ผู้ ที่ดื่มกาแฟ น้ำชา หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ รวมถึงการใช้ยาที่มีคาแฟอีนผสมอยู่รวมถึงการใช้ยาคาเฟอีนจนติดเป็นนิสัย จึงมีระดับคงทนต่อฤทธิ์คาเฟอีนสูงขึ้น โดยที่คาเฟอีนจะมีฤทธิ์ต่อร่างกายน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการของประสาทตื่นตัว ปวดศีรษะ และปวดกระเพาะ
ความทนทานนี้จะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น การหยุดดื่มกาแฟจะมีผลทำให้ปวดศีรษะ กระวนกระวายโกรธง่าย และไม่สนใจ สิ่งแวดล้อม
สำหรับ สตรีมีครรภ์นั้นไม่ควรดื่ม ชา กาแฟ โดยเด็ดขาด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าคนเราควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับประมาณ 2 ถ้วย ( คือ กาแฟ 1 ถ้วย ใส่ผงกาแฟสำเร็จรูป 2 ช้อนชา น้ำประมาณ 1 ถ้วย)
เวลาที่เหมาะสมจะดื่มชากาแฟนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน บางคนดื่มตอนเช้าเพื่อให้ลำไส้กระปรี้กระเปร่า ถ่ายสะดวก แต่จะทำให้หิวเร็วกว่าปกติ
เพราะกาแฟจะกระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อยเพราะฉะนั้นไม่ควรดื่มกาแฟแทนอาหารเช้า และ หันมาดื่มนมแทนจะดีกว่า
ถ้าคนที่นอนหลับยาก หรือมีภาระกิจต้องตื่นแต่เช้า ก็ไม่ควรดื่มกาแฟหลังอาหารเย็นวันนั้น
จะ เห็นว่ากาแฟนั้นมีทั้งผลดีผลร้ายกับร่างกาย ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในข่ายต้องห้าม ก็อาจดื่มเป็นประจำทุกวันได้ แต่ต้องกำจัด ปริมาณให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
ข้อเสียของคาเฟอีน
คาเฟอีน มหันตภัยใกล้ตัวคุณ
ภัทรียา บาบุญ
ท่านรู้หรือไม่ว่า คาเฟอีน ในกาแฟมีผลต่อร่างกายอย่างไร
การบริโภคคาเฟอีนส่วนมากเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มหรือรับประทานอาหารที่มีคาเฟอีน ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นกาแฟ ชา ช็อคโกแล็ต โกโก้ น้ำอัดลมประเภทโคล่า รวมทั้งเครื่องดื่มประเภทชูกำลัง
ท่านทราบหรือไม่ว่า คาเฟอีน คืออะไร มีโทษอย่างไรต่อร่างกายบ้าง
คาเฟอีน คืออะไร
คาเฟอีนเป็นสารเคมีในกลุ่มแซนธีนส์ (Xanthines) ซึ่งนอกจากคาเฟอีน แล้วยังมีสารอีกสองตัว คือ ธีโอฟิลลีน (Theophylline) ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้กันมาก ในโรคหอบหืด และใช้กระตุ้นการหายใจในทารก แรกเกิดที่หยุดหายใจและ ธีโอโบรมีน (Theobromine) ซึ่งไม่ใช้ในทางการแพทย์แล้ว ลักษณะเด่นของสารกลุ่มนี้ คือ มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของสมอง ขยายหลอดลม และยังสามารถขับปัสสาวะได้อีกด้วย
คาเฟอีน มีลักษณะเป็นผงสีขาว มีรสขม มีน้ำหนักโมเลกุลค่อนข้างน้อย ละลายน้ำได้ดี ในตัวทำละลายอินทรีย์ ละลายได้พอสมควรในน้ำ โดยเฉพาะน้ำร้อน จะสามารถละลายได้ถึง20-30 มิลลิกรัม ต่อมิลลิลิตรน้ำ กาแฟประกอบด้วย คาเฟอีนประมาณร้อยละ 1.5-2.5 นอกจากนั้นเป็นไขมัน และสารอินทรีย์ กาแฟ 1 ถ้วย มีคาเฟอีนประมาณ 0.10-0.15 กรัม มีไนอาซีน 1 มิลลิกรัม และมีไทอามีน และไลโบเฟวิน เล็กน้อย
คาเฟ อีนถูกดูดซึม ได้ดีจากทุกส่วนของทางเดินอาหาร โดยเฉพาะลำไส้เล็กเป็นส่วนที่มีการดูดซึมมากที่สุดเพราะมีพื้นที่การดูดซึม มาก คาเฟอีนถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดภายในร่างกายเราไม่เกิน 1 ชั่งโมง แต่ถ้าได้รับคาเฟอีนเข้าไปขณะท้องว่างหรือกำลังหิว จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดภายใน 30 นาที เพราะ เหตุนี้จึงทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ขึ้นมาทันทีหลังจากได้รับคาเฟอีนเข้าไป คาเฟอีนจะกระจายไปยังสมอง หัวใจ ตับ และไตอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นยังกระจายไปทุกส่วนของร่างกาย คาเฟอีนถูเผาผลาญที่ตับและถูกขับออกทางปัสสาวะ
คาเฟอีน มีฤทธิ์ ในร่างกายประมาณ 3-6 ชั่วโมง และปกติจะไม่มีการสะสมในร่างกาย ยกเว้น ผู้ที่มีการทำงานของตับลดลง ความสามารถในการกำจักคาเฟอีนจะลดลงด้วย เมื่อได้รับยาหรือสารการกำจัดคาเฟอีน เช่นยาคุมกำเนิดที่มี Estradiol แอลกอฮอล์ อาจทำให้ คาเฟอีนสะสมในร่างกาย จนเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ ได้หากบริโภคมากเกินไป เช่น มือสั่น มึนงง ปวดศีรษะ เป็นต้น
ผลของคาเฟอีนต่อร่างกาย
ผลต่อสมอง
คาเฟอีนจะเป็นสารที่กระตุ้นสมอง ทำให้ผู้บริโภค มีความตื่นตัว ความคิดฉับไว ไม่ง่วงนอน กระปรี้กระเปร่า รู้สึกมีพลัง ทำงานได้นาน ขนาดของคาเฟอีน ที่เริ่มมีฤทธิ์ ในการกระตุ้นสมอง คือ 40 มิลลิกรัม ขึ้นไป ปัจจุบันในวงการธุรกิจมักจะเรียกเครื่องดื่มผสมคาเฟอีน ว่าเครื่องดื่มชูกำลัง แสดงให้เห็นภาพของการ เสริมสร้างพละกำลัง ดื่มแล้วไม่ง่วง มีเรี่ยวแรง สามารถทำงานได้มากๆ แม้ว่าจะรู้สึกอ่อนเพลียเหนื่อยล้าและง่วงนอนเพียงใด
คาเฟ อีนในขนาดสูงจะทำให้นอนไม่หลับ ลดระยะเวลาหลับและหลับไม่สนิท มือสั่น เกิดอาการวิตกกังวล คาเฟอีนในขนาดที่เป็นพิษอาจทำให้ชักได้ คาเฟอีนเสริมฤทธิ์ยาระงับปวด เช่น แอสไพริน พาราเซตามอลและยังเสริมฤทธิ์ยาระงับอาการปวดศีรษะชนิด ไมเกรนได้แต่ไม่มีฤทธิ์เพิ่มความจำและอาจทำให้การตอบสนองของร่างกายช้าลงได้
ผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต
คาเฟอีนกระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีน และโดปามีน
ฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีน ทำให้ หัวใจเต้นเร็วขึ้น ใจสั่น ความดันโลหิตสูง ตับเร่งผลิตน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดเร็วขึ้น กล้ามเนื้อตื่นตัวพร้อมทำงาน ทำให้เป็นเหมือนยาชูกำลัง คาเฟอีนทำให้หัวใจเต้นช้าลงเล็กน้อยในชั่วโมงแรก และเต้นเร็วขึ้นในชั่วโมงที่ 2 และ 3 ความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10 มิลลิเมตรปรอทและเพิ่มขึ้นนานประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่จะมีการทนต่อผลของคาเฟอีนที่เกิดกับระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ในผู้ที่รับ คาเฟอีนเป็นประจำส่วนฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งโดปามีนทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจ สุขลึกๆ เชื่อว่าเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ติดคาเฟอีน
ขณะ นี้ยังไม่มีหลักฐานว่าคาเฟอีนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดโลหิตลี้ยงหัวใจอุดตันและโรคของระบบไหลเวียนโลหิตอื่นๆรวมทั้งไม่ได้ ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคระบบไหลเวียนโลหิตเพิ่มมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ บริโภคคาเฟอีนอย่างไรก็ตามการบริโภคคาเฟอีนในขนาดสูงเกินไปอาจไม่ดีต่อระบบ ไหลเวียนโลหิตในระยะยาวได้
ผลต่อการนอนหลับ
ผล ของคาเฟอีนต่อการนอนหลับมีความชัดเจนต่อผลต่อพฤติกรรม และอารมณ์มาก กล่าวคือคาเฟอีน จะเพิ่มระยะเวลาที่ใช้ก่อนหลับให้ยาวนานมากขึ้นและลดระยะเวลาในการนอนหลับ ให้สั้นลง โดยผลเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้จากการดื่มกาแฟที่ชงแก่ๆ เพียงถ้วยเดียวก่อนนอน 1ชั่วโมงเท่านั้น
ทำไมดื่มกาแฟแล้วไม่ง่วง
คาเฟอีนมีลักษณะทางเคมีที่สำคัญประการหนึ่ง คล้ายกับสารที่ชื่อ อดีโนซีน( adenosine) และเข้าไปจับกับตัวรับ( receptor ) ตัวเดียวกันซึ่งสารadenosine เป็น สารเคมีที่สร้างขึ้นในสมอง มีฤทธิ์ทำให้รู้สึกง่วงนอนดังนั้นเมื่อบริโภคเครื่องดื่มประเภท ชาและกาแฟหรือเครื่องดื่มผสมคาเฟอีนเข้าไปสมองจะเข้าใจว่าเป็น adenosine เนื่องจาก ตัวรับของอดีโนซีนทำปฏิกิริยาจับกับคาเฟอีน กลไกดังกล่าวทำให้สมองขาดสารที่ทำให้รู้สึกง่วงนอน ร่างกายจึงรู้สึกไม่ง่วงและรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามีกำลังวังชายิ่งขึ้น
Synder และ Lader( ปี2529)ยังได้อ้างถึงการศึกษานักวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นว่าคาเฟอีน ขนาด 150 มก. ทำให้ผู้รับการทดลองใช้เวลาเฉลี่ย 2.1 ชม. จึงจะหลับและหลับเป็นเวลาเฉลี่ยเพียง4.6 ชม. เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับคาเฟอีน ซึ่งใช้เวลาเพียง29 นาที และนอนหลับได้นานถึง 7.4 ชม.เมื่อ ทำการวัดคลื่นสมองของผู้ที่ได้รับคาเฟอีนก็พบลักษณะที่แตกต่างจากการนอนหลับ ปกติ นอกจากนี้ยังตื่นง่ายเมื่อมีเสียงดัง นอนกระสับกระส่ายและทำให้คุณภาพในการนอนหลับลดลง
การดื่มกาแฟทั้งชนิดธรรมดาและชนิดสกัดจากคาเฟอีนออก จะเพิ่มการหลั่งของกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารสูงกว่าคาเฟอีนถึง 2 เท่า ผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟทุก ชนิด รวมทั้งเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ
ผลต่อระบบทางเดินอาหาร
การดื่มกาแฟทั้งชนิดธรรมดาหรือชนิดที่สกัดจากคาเฟอีนออกจะเพิ่มการหลั่งของกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารสูงกว่าคาเฟอีนถึง 2 เท่า ผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟทุก ชนิด รวมทั้งเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ
ผลต่อระบบกระดูก
แม้ว่า จะมีรายงานในระยะแรกว่าการดื่มกาแฟทำให้ร่างการสูญเสียแคลเซียม ซึ่งอาจทำให้กระดูกเปราะบางและหักง่าย โดยอ้างอิงฤทธิ์ของคาเฟอีนในการเพิ่มการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม รายงานส่วนใหญ่ที่พบว่าการดื่มกาแฟทำให้มีการสูญเสียแคลเซียม กระดูกเปราะบาง กระดูกหักง่ายนั้น มักจะการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไม่รัดกุมเพียงพอ เช่นการที่ผู้เข้าร่วม โครงการวิจัย ดื่มนมหรือได้รับแคลเซียมน้อย หรือมีการสูบบุรี่ งานวิจัยในระยะหลังที่ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างรัดกุมพบว่าการดื่มกาแฟหรือ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ไม่ทำให้มีการเสียสมดุล ของแคลเซียมในร่างกายไม่ทำให้กระดูกเปราะบางและหักง่าย
ผลต่อระบบสืบพันธุ์
สาร เคมีที่มนุษย์ได้บริโภคเป็นจำนวนมาก เช่น แอลกอฮอล์ ในเครื่องดื่มล้วนแต่มีหลักฐานว่าก่อให้เกิดผลต่อระบบสืบพันธุ์โดยเฉพาะ ความผิดปกติของทารกในครรภ์ จากการศึกษาของ Kirkinen ในปี 2526 ถึงผลกระทบของคาเฟอีนต่อระบบไหลเวียนโลหิต เมื่อให้คาเฟอีนครั้งเดียวในขนาด 200 มก. แก่สตรีมีครรภ์ ในระยะ 2 เดือนสุดท้าย ของการตั้งครรภ์ พบว่า คาเฟอีนไม่เปลี่ยนแปลงอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตของมารดาและ อัตราการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์
ในปีเดียวกันนี้ Wilson และคณะได้ศึกษาในแกะที่ตั้งครรภ์ พบว่าคาเฟอีน ในขนาด 3.5 และ 35 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ลด การไหลเวียนโลหิตไปยังมดลูกเป็นเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าผลต่อการไหลเวียนโลหิตไปยังมดลูกไม่น่าเป็นสาเหตุที่ คาเฟอีนจะก่อให้เกิดความผิดปกติของทารกได้
Linn และคณะ (ปี 2525)รายงานว่าการดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 4 ถ้วย ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ไม่ทำให้ทารกที่คลอดออกมามีความพิการ Kurppa และคณะ (2526) ได้ขยายการศึกษานี้ให้กว้างขึ้นทั่งประเทศฟินแลนด์ โดยเปรียบเทียบระหว่างมารดาของทารกที่มีความพิการแต่กำเนิด กับมารดาของทารกปกติ ซึ่งคลอดในเวลาและในเขตเดียวกันพบว่า ปริมาณการดื่มกาแฟในระหว่างตั้งครรภ์น้อยลงทั้งสองกลุ่ม โดย ร้อยละ 26.5 ของมารดาทั้งหมด ยังคงดื่มกาแฟ อย่างน้อยวันละ 4 ถ้วย ร้อยละ 7.2 ดื่มอย่างน้อยวันละ 7 ถ้วย และร้อยละ 3.5 ดื่มวันละ10 ถ้วย หรือมากกว่านั้นแลจากการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว ในเชิงสถิติแล้วยังสรุปได้ว่าการดื่มกาแฟ ไม่เพิ่มอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดความพิการของทารก
คาเฟอีนทำให้สัตว์ทดลองหลายชนิดโดยเฉพาะหนูขาวคลอดลูกออกมาพิการแต่ผลดัง
กล่าวไม่เกิดขึ้นในคนซึ่งอาจมีสาเหตุจากความแตกต่างกันในด้านสายพันธุ์และความแตกต่างกันของการได้รับคาเฟอีนของคนและสัตว์ทดลอง
ขณะ นี้หลักฐานที่มีอยู่ชี้ว่า คาเฟอีนไม่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ในด้านการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ น้ำหนักตัว และความผิดปกติของทารกแรกคลอด การแท้งบุตร และการตั้งครรภ์ ยากรวมทั้งผลต่อการพัฒนาการของเด็กทั้งทางร่างกายและระบบประสาทยังไม่มีข้อ ยุติชัดเจนแต่ผลงานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ว่าคาเฟอีนไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อการตั้ง ครรภ์และในรายงานพบว่าคาเฟอีนทำให้เกิดผลเสียต่อการตั้งครรภ์นั้นมักจะมี สาเหตุจากการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆไม่เพียงพอ แม้ว่าการได้รับคาเฟอีนหรือการดื่มตามลำพังจะไม่เป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ แต่คาเฟอีนอาจเสริมความเป็นพิษของยาหรือสารบางชนิดต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในระหว่างตั้งครรภ์ควรระมัดระวังการดื่ม เครื่องดื่มและการบริโภคอาหารที่มีคาเฟอีน
ผลต่อการเกิดมะเร็ง
แม้ว่า จะมีงานวิจัยทางระบาดวิทยาในระยะแรกชี้ว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งหลายชนิด ในงานวิจัยที่ชี้ว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอี นกับการเกิดมะเร็งนั้นส่วนใหญ่ผลที่เกิดขึ้นไม่สัมพันธ์กับปริมาณการดื่ม เครื่องดื่มเหล่านี้จึงทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่าคาเฟอีนเป็นสาเหตุในการ เพิ่มอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็งและงานวิจัยในจำนวนมากในระยะหลังกลับไม่พบ ว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมีผลต่อการเกิดมะเร็งดังนั้นสภาวิจัยแห่ง ชาติประเทศสหรัฐอเมริกา ( National Research Council ในปี 2532 ) จึงรายงานว่าไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่าคาเฟอีนมีความสัมพันธ์กบการเกิดมะเร็งไม่ว่าจะเป็นมะเร็งชนิดใดนอกจากนั้นในปี 2534 คณะกรรมการด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์
( Cancer Society s Medical and Scientific Committee, 2534 ) ได้สรุปว่าไม่มีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าคาเฟอีนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งในคน

การแพ้คาเฟอีน
คาเฟ อีน หรือผงกาแฟ อาจทำให้เกิดการแพ้ได้โดยแสดงอาการคัน ผิวหนังร้อนแดง มีผื่นคัน คล้ายลมพิษ อุบัติการณ์ของการเกิดอาการแพ้ค่อนข้างต่ำ และรักษาโดยใช้ยาแก้แพ้ ผู้ที่มีอาการแพ้เหล่านี้ไม่ควรบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน รวมทั้งไม่ควรทำงานที่ต้องสัมผัสกับคาเฟอีนหรือผงกาแฟ
การได้รับคาเฟอีนเกินขนาด
การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่สูงมากเกินไปจะเกิดพิษได้ ปริมาณคาเฟอีน 200-500 มิลลิกรัม อาจทำให้ปวดศีรษะได้ เกิดภาวะเครียด กระวนกระวาย มือสั่น และประสิทธิภาพการทำงานลดลง คาเฟอีนปริมาณ 1000 มิลลิกรัม อาจทำให้เกิดพิษฉับพลัน โดยผู้บริโภคจะมีไข้สูง วิตกกังวล กระสับกระส่าย พูดตะกุกตะกัก ควบคุม ตัวเองไม่ได้ ซึมเศร้า นอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะบ่อย ขนาดของคาเฟอีนที่อาจทำให้เสียชีวิตคือ ประมาณ 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม น้ำหนักตัวในเด็กเล็ก สำหรับเด็กโต ประมาณ 3000 มิลลิกรัม และประมาณ5000-10000 มิลลิกรัม ในผู้ใหญ่ ซึ่ง จะทำให้เกิดอาการต่างๆดังที่กล่าวมาข้างต้นร่วมกับการเสียสมดุลของสารเกลือ แร่ในร่างกาย การชักแบบต่างๆ (ชักกระตุก ชักเกร็ง) หลังแอ่น ปอดแฟบ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดปกติและเสียชีวิตจาก ภาวะการหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
การติดคาเฟอีน
การติดคาเฟอีนไม่จัดเป็นยาเสพติดตามเกณฑ์ PSM-IV ของสมาคมจิตแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา และนิยมเรียกพฤติกรรมบริโภคคาเฟอีนว่า บริโภคจนเป็นนิสัยหรือติดมากกว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนติดต่อกันนานๆ ในขนาดสูงกว่าวันละ 350 มิลลิกรัม อาจทำให้เกิดการติดคาเฟอีนได้ ขนาดดังกล่าวเทียบเท่ากับกาแฟ 4-5 ถ้วย กาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม 2-4 กระป๋อง ชา 10 ถ้วย เครื่องดื่มชูกำลัง7 ขวด หรือน้ำอัดลมประเภทโคล่า 8-9 กระป๋อง ถ้าดื่มจนติดเป็นนิสัยและไม่ได้รับคาเฟอีนจะเกิดอาการปวดศีรษะภายใน 6 ชั่วโมง ตามมาด้วยอาการอ่อนเพลีย น้ำมูกไหล เหงื่อออกมาก ปวดกล้ามเนื้อ วิตกกังวล กระวนกระวาย อาการเหล่านี้จะคงอยู่ไม่ต่ำกว่า 72 ชั่งโมง
องค์ ประกอบที่ทำให้ติดคาเฟอีน คือ ปริมาณของคาเฟอีนที่ได้รับต่อวัน ระยะเวลาการบริโภค ผลที่พึงประสงค์ที่เกิดจากคาเฟอีน สภาวะแวดล้อมและสังคม รสชาติของผลิตภัณฑ์ที่บริโภค พฤติกรรมในการรับรองแขกทางสังคม สภาวะทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจ พื้นฐานความรู้ของประชาชน
สรุป
จะ เห็นได้ว่าคาเฟอีนมีผลต่อร่างกายเรามากมายซึ่งให้ทั้งประโยชน์และโทษกับ ร่างกายถ้าหากเราดื่มในปริมาณที่เหมาะสมก็ก่อให้ประโยชน์กับร่างกายได้แต่ใน ทางตรงกันข้ามหากดื่มในปริมาณที่มากเกินไปก็ก่อให้เกิดโทษมหันต์ได้เช่นกัน ถึงแม้ในงานวิจัยยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในการทดลองที่ผ่านมาเมื่อเราได้ ทราบผลกระทบต่อร่างกายแล้วก็สามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันผลกระทบที่อาจเกิด ขึ้นกับร่างกายเราได้
ขอบคุณที่มา : http://www.academic.hcu.ac.th/forum/board_posts.asp?FID=327

กาแฟเพื่อสุขภาพ เพื่อ รูปร่างดี สมองดี ผิวพรรณดี และสุขภาพดี

กาแฟจินตกวี(กาแฟเพื่อสุขภาพ)
กาแฟจินตกวี
อย.10-1-00152-1-0042
บรรจุ 15 ซอง/ ราคา 250 บาท
กาแฟจินตกวี(คอฟฟี่ไทม์ บายเพอร์เฟคไลฟ์) 18 in 1 ไม่กดประสาท ไม่บีบหัวใจ ไม่มีน้ำตาล คาเฟอีนต่ำ
ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด พร้อมคุณประโยชน์ 4 D รูปร่างดี สมองดี ผิวพรรณดี สุขภาพดี
ส่วนประกอบ :
หมวด : บำรุงสุขภาพ
_________________________
 
1.กาแฟสกัดคาเฟอีน
เนื่องจากเป็นกาแฟที่สกัดคาเฟอีนจึงไม่กดประสาท สามารถดื่มได้ตลอดวัน นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยพบว่า กาแฟที่สกัดคาเฟอีน ช่วยในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน

2.แคลเซียม
เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟันเป็นตัวนำสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทให้สื่อสารกันได้เป็นปกติ ที่สำคัญคือช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้ออื่นๆหดตัวเป็นปกติ ช่วยในขบวนการทำให้เลือดแข็งตัว ช่วยในขบวนการสร้างภูมิคุ้มกันโรค

3.เห็ดหลินจือ
เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค กำจัดสารพิษในร่างกาย กระตุ้นเซลล์ในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความชรา บำรุงร่างกายเมื่ออ่อนเพลีย ช่วยควบคุมระบบไหลเวียนโลหิตให้ไหลเวียนสะดวกมากขึ้น

4.วีทกราส
เพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงและช่วยลดความดันเลือด ช่วยบรรเทาอาการปวดภายใน,รักษาแผลในกระเพาะอาหาร มีประสิทธิภาพช่วยล้างสารพิษในตับเลือดและทางเดินอาหาร

5.อินนูลิน
ส่งเสริมให้จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้เจริญเติบโต ช่วยเพิ่มกากอาหาร ช่วยในระบบขับถ่าย ช่วยดูดซับและขับสารพิษ ทำให้ผิวกระจ่างใส และป้องกันโรคมะเร็งลำไส้
***************************************
หมวด : บำรุงสมอง
_______________________

6.สารสกัดจากแปะก๊วย
ช่วยลดการเกาะตัวกันของเกร็ดเลือด ป้องกันการอุดตันของเกร็ดเลือด
ทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้สะดวก ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆได้ดีขึ้น โดยเฉพาะที่สมองและระบบประสาทส่วนกลาง


7.วิตามินบี12
ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยให้ระบบประสาทแข็งแรงขึ้น ช่วยบรรเทาอาการเครียด หงุดหงิด ช่วยเพิ่มสมาธิ ความจำและการทรงตัว


8.แมกนีเซียม
ช่วยควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยจำเป็นสำหรับการส่งสัญญาณทางประสาท กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการเผาผลาญสารอาหาร และยังมีส่วนช่วยให้แคลเซียมทำงานได้ดีขึ้น
******************************
หมวด : ควบคุมน้ำหนัก กระชับสัดส่วน
______________________________
 
9.ครีมถั่วเหลือง
ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันลดการสะสมไขมันเก่าและลดการสูญเสียโปรตีนของกล้ามเนื้อ จึงทำให้กล้ามเนื้อกระชับ ปราศจากไขมันส่วนเกินและโปรตีนจากถั่วเหลืองสามารถลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือดได้

10.สารสกัดจากส้มแขก
มีสาร HCA อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสาร HCA นี้มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสะสมของไขมันส่วนเกินในร่างกายและลดความอยากอาหารได้

11.สารสกัดจากถั่วขาว
ยับยั้งการย่อยแป้งเป็นน้ำตาลได้ถึง 50-66%ซึ่งมีผลทำให้การสะสมของไขมัน
ในร่างกายที่เกิดจากน้ำตาลในแป้งลดน้อยลง
 
12.สารสกัดจากกระบองเพชร
ให้ปริมาณไฟเบอร์สูง จึงมีส่วนสำคัญในการช่วย ควบคุมอาการอยากอาหารและยังมีคุณสมบัติพิเศษที่จะเข้าไปจับกับโมเลกุลไขมันที่ลอยตัวอยู่เหนือกระเพาะอาหารและจะถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยการขับถ่าย ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ

13.แอล-คาร์นิทีน
เป็นตัวนำเอาไขมันที่คั่งค้างสะสมตามส่วนต่างๆออกมาเผาผลาญให้เป็นพลังงาน ควบคุมระดับของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ

14. ซูคราโลส
สารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน มีรสชาติเหมือนน้ำตาล แต่มีความหวานประมาณ 600 เท่าของน้ำตาล แต่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ จึงไม่ทำให้เกิดน้ำตาลในกระแสเลือด

15.โครเมียมพิโคลิเนต
มีส่วนสำคัญในขบวนการเผาผลาญน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรต และไขมัน เพื่อให้ได้พลังงานช่วยเสริมการทำงานของอินซูลินในร่างกาย ควบคุมระดับของคอเลสเตอรอลในเลือด
***********************************
หมวด : บำรุงผิวพรรณ
________________________

16.สารสกัดจากโสมตังกุย
ช่วยบำรุงร่างกาย บรรเทาอาการปวดเมื่อยต่างๆ อุดมไปด้วยวิตามินบี12 ช่วยบำรุงเลือด ช่วยให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวล มีสารโฟลิคและไบโอติน ซึ่งมีผลต่อการสร้างปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกาย รักษาสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย

17. แอล-กลูต้าไธโอน
กรดอะมิโนที่สำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดกระ, ฝ้า และจุดด่างดำ ช่วยให้ผิวขาวใสเป็นธรรมชาติ

18.โกจิเบอร์รี่
ช่วยบำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงไต ปอด เลือด ตับ และสายตา ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น ดูแลเรื่องผิวพรรณ ชะลอความชรา เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ลดระดับคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ยับยั้งการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด
**************************